Ubuntu

Red 5 : Media Server

วันนี้ตื่นออกมานั่งที่ Lab ตั้งแต่ 6 โมงเช้าหน่อยๆ

เลยหาอะไรทำแก้ง่วงนอนไปเรื่อยๆ

นึกออกว่าอยากลองทำ Flash Streaming Server มานานแล้ว แล้วก็ตอนนี้ก็พอดีมีเครื่องแรงๆ แรมเยอะๆ มาให้ลองยำเล่นอีก

เพราะเดี๋ยวนี้จะดูอะไรๆ ใน Internet ก็เป็น Flash video ไปซะหมดแล้ว (คงเพราะว่ากระแสของ Youtube)

อีกอย่างมันก็ดูง่าย เปิดง่ายบน web browser โดยที่ user ไม่ต้องมาเสียเวลาติดตั้ง Plug-in อะไรให้วุ่นวาย

มั่วๆ กันสุดขีดเลยเหมือนกัน จำไม่ค่อยได้แล้วว่าทำอะไรไปบ้าง



นอนก่อนดีกว่า แล้วตื่นมาค่อยมานั่งคิดว่า ทำอะไรไปบ้างหว่า

แล้วที่สำคัญ จะเอามันมาทำอะไร ?? ไม่ค่อยจะมีจุดหมายเลยวุ้ย !

Ubuntu : useradd

การใส่ชื่อ user เข้าไปในระบบ จริงๆ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นอะไรสำหรับผู้ที่เป็น Admin

แต่วันนี้เกิดความสับสนเกิดขึ้นขึ้นนิดหน่อย ม้นคงเป็นเรีืองของความแตกต่าง และความคุ้นเคย

เนื่องจากต้องดูแลเครื่อง หลายเครื่อง บางเครื่องก็เป็นพวกตระกูล Red hat บางเครื่องก็เป็น Ubuntu ก็เลยเกิดความสับสนกันนิดหน่อยในเรื่องความแตกต่างในการ Add user

สำหรับ Red hat นั้นการ Add user ก็ไม่ได้มีอะไรเอาอย่างสะดวกคนทำไว้ก่อนเลยคือ

สร้างชื่อผู้ใช้ใหม่ก่อนเลย

# useradd <new username>

จากนั้นก็ค่อยกำหนด password กันทีหลัง ระบบมันก็จะทำการสร้าง Home directory และ Group ให้เลยโดยอัตโนมัติ

แต่สำหรับ Ubuntu มันก็มากพิธีนิดหน่อย โดยขั้นแรกต้องทำการสร้าง Group ให้กับ user ก่อนในกรณีที่ต้องการใช้ Group ใหม่

# groupadd 

จากนั้นก็ค่อยทำการสร้าง User ขึ้นมาอีกทีหนึ่งโดยใสไว้ใน Group ที่เราเพิ่งสร้างขึ้น

# useradd -g <group name> <new user name>

เมื่อได้ user ใหม่แล้วก็ไปสร้าง Home directory ให้กับ user ใหม่ด้วยที่ /home

# sudo mkdir /home/<user name>

ทำการให้สิทธิสำหรับอ่านเขียน กับ user ด้วย

#chown -R <user name> <home-dir>
#chgrp -R <user name> <home-dir>

Ubuntu : iptables rule

เป็นความรู้ที่ได้รับจากพี่ต๊อกถ่ายทอดมาให้อีกที เป็นเรื่องเกี่ยวกับการตั้งกฏของโปรแกรม iptables ใน Ubuntu

ซึ่งโดยปรกตินั้นเจ้า Ubuntu มันก็จะมีโปรแกรม iptables ติดตั้งมาให้เลยตอนที่ลงโปรแกรม แต่ว่ามันไม่ได้สร้างกฏเกณฑ์อะไรมาให้ทั้งนั้น ซึ่งก็คือมันไม่สามารถป้องกันอะไรได้เลย (แล้วมันจะติดมาให้ทำไมหว่า)

เมื่อก่อนเคยใช้ linux ตระกูลพวก Red hat ซึ่งถ้าหากต้องการเขียนกฏเกณฑ์อะไรของ Firewall ก็เข้าไป edit กฏเอาตรงเลยที่ /etc/sysconfig แล้วเปิดไฟล์ iptables edit กฏกันตรงๆ เลย

แต่พอมาใช้ Ubuntu มันกลับไม่มีเจ้าไฟล์นี้มาให้ คราวนี้ก็ไปไม่ถูกเลยสิครับท่าน เลยไม่ได้ทำอะไรกับ firewall ทั้งนั้น

แล้วความซวยก็มาถึง เหมือนนิยายนำ้เน่าเลย

เหมือนโดนล้วงคอ

คุมเครื่่อง Server อยู่มาเป็นปีเป็นชาติ

สุดท้ายโดนจนได้ เจอมือดีมันเข้ามาล้วงข้อมูลในเครื่อง Server เลยแถมมันยังลบข้อมูลเราด้วย

สุดท้ายจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ก็ต้องยอมมันไป ต้องเสียเวลามากู้ระบบอีก เอาข้อมูลกลับมาอีก เหนื่อยเลย

Ubuntu : Auto mount Windows partition

การ mount windows drive เข้ามาในระบบนั้นดูเหมือนจะยังเป็นความจำเป็นสำหรับ user ที่ใช้คอมพิวเตอร์ของตัวเองติดตั้งระบบปฏิบัติการ 2 ระบบบนเครื่องเดียวกัน คือ Windows + Ubuntu และอยากจะใช้ข้อมูลที่ยังอยู่ใน Windows partition ขณะที่กำลังใช้งาน Ubuntu ด้วย

ทางแก้ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรก็แค่เข้าไปลองอ่านใน ubuntuguide.org เท่านั้นเอง

เค้าก็เนาะนำให้ทำการ mount drive ซึ่งเป็น Windows partiton ที่เก็บข้อมูลนั้นเข้ามาเลย วิธีการ mount drive ก็มีดังนี้

1. ทำการสร้าง Directory สำหรับรองรับการ mount คือ
#sudo mkdir /mnt/windows
2. จากนั้นก็ทำการ mount drive ที่เป็น window partion เข้ามาซึ่งจะมีอยู่ 2 กรณีคือ

- กรณีที่เป็น NTFS partition
#sudo mount /dev/hda1 /mnt/windows/ -t ntfs -o nls=utf8,umask=0222
- กรณีที่เป็น FAT partition
#sudo mount /dev/hda1 /mnt/windows/ -t vfat -o iocharset=utf8,umask=000
และสำหรับคนที่ต้องการจะให้ระบบ ทำการ Auto mount ทุกครั้งที่ทำการ Boot เครื่องขึ้นมาให้ทำการแก้ไขค่า Config ดังนี้
#cd /etc
#pico rc.local
จากนั้นทำการเพิ่มคำสั่งในการ mount drive เข้าไปในไฟล์ rc.local เช่น เพิ่มข้อความดังต่อไปนี้
sudo mount /dev/hda1 /mnt/windows/ -t ntfs -o nls=utf8,umask=0222
จากนั้นก็ทำการ save file และทดลอง reboot เครื่องดู เมื่อเครื่องเปิดขึ้นมาคราวนี้เราก็จะพบว่าไม่ต้องมานั่งเสียเวลาในการ mount windows partition อีกต่อไปแย้ววววว

Ubuntu : Config vsftpd

วันนี้นั่งลง Ubuntu ในเครื่องที่งาน ตั้งใจว่าจะเซ็ตไว้สำหรับเป็นเครื่อง Web Server สำหรับทดสอบงานอะไรไปเรื่อยๆ

ติดดั้งตัวโปรแกรม Ubuntu เสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ค่อยๆ ไล่ลงโปรแกรมที่จำเป็นพื้นฐานทั่วๆ ไปที่จำเป็นต้องใช้งาน ก็ค่อยๆ ไล่ลงไปเรื่อยๆ ทีละโปรแกรม

และสำหรับโปรแกรมพื้นฐานที่ขาดไม่เลยก็คือโปรแกรม vsftpd

ดูแล้ว vsftpd คงเป็นโปรแกรมพื้นฐานที่ยังจำเป็นมากๆ เลยในการทำงานสำหรับผม เพราะว่ามันต้องใช้สำหรับขนย้ายข้อมูลเข้า-ออก จากเครื่อง ซึ่งการทำงานขนย้ายข้อมูลผ่านช่องทางของ ftp คงเป็นวิธีที่ผมถนัดที่สุดแล้ว

ลองคิดย้อนกลับไปคิดถึงตอนที่เปลี่ยนมาใช้ Ubuntu ใหม่ๆ ตอนที่ติดตั้งโปรแกรม vsftpd แล้วลองใช้งานดูปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์ที่ว่า ทำไมใช้ user ที่ถูกสร้างขึ้นในระบบอยู่แล้วทำการ login เข้าไปในระบบไม่ได้ แต่พอใช้ user ที่เป็น anonymous กับสามารถ login ได้ แต่แน่นอนว่าไม่สามารถมีสิทธ์จะทำอะไรได้เลยเพราะไม่ได้เปิดสิทธิ์ไว้ให้

Ubuntu : Server and APT

ลองเล่น Ubuntu แบบ Server ดูซะที

วิธีการติดตั้งอาจจะทำให้สับสนไปบ้าง สำหรับผู้ที่เริ่มต้น มันออกจะงงๆ อยู่เล็กน้อยเนื่องจากมัันเป็นแบบ Text mode

แต่เมื่อก่อนเคยเล่น linux ตระกูล Red hat และเลือกวิธีการติดตั้งแบบ linux text มาก่อนก็พอถูๆ ไถไปได้บ้างหน่ะ ทำบ่อยๆ หลายๆ รอบก็พอจะทำให้ชำนาญไปเอง

แต่เท่าที่ลองคิดดูระหว่างความแตกต่างกันของ Ubuntu Server กับ Ubuntu Desktop (เฉพาะที่เป็น i386 นะ) จริงแล้วกันก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันหรอก เพราะว่าภายในมันก็ใช้ Kernel เดียวกันแต่ว่าตัว Server มันไม่ได้ยัดโปรแกรมพวก XWindow มาให้ และก็โปรแกรมพวก Multimedia ทั้งหลายด้วย แต่มันมันยัดโปแกรม พวกที่เป็น Application Server มาให้แทนคือ LAMP ก็คือ Linux + Apache + MySQL + PHP,Perl มาแทนก็เท่านั้นเอง แต่ว่าตอนที่ลงมันก็ให้เราเลือก ว่าจะลงรึป่าว จะเลือกหรือไม่ก็ได้

เมื่อลงเสร็จแล้วรู้สึกจะมีอะไรที่ขัดใจอยู่อย่างหนึ่ง ก็เรื่องการใช้คำส่ัง apt-get install นี่แหล่ะ ปรกติใน version Desktop อยากได้โปรแกรมอะไรก็ใช้คำสั่ง

#apt-get install Package-name 

เท่านี้มันก็จัดการให้เราได้ทันทีเลย

Syndicate content