Social

บรรทัดฐานที่ตกต่ำ

รู้สึกตกใจอย่างแรง เพราะว่าเมื่อคืนนั่งดูรายการข่าว อยู่ช่องหนึ่งที่ไม่ใช่ free tv มีช่วงที่สัมภาษณ์ผู้นำการต่อต้านอะไรซักอย่างนึง ที่กำลังดำเนินการทำอะไรๆ อยู่ในขณะนี้

ท่านบอกว่าท่านเคยทำหน้าที่สูงส่ง ตัดสินชีวิตของใครต่อใครมามากมาย ทั้งยากดีมีจน เรียกได้ว่าเชี่ยวชาญเลยกับเรื่องพวกนี้ อายุจนถึงป่านนี้ก็เรียกได้ว่ามากโขเลยทีเดียว

แต่บังเอิญได้ยินท่านให้สัมภาษณ์ อยู่ช่วยตอนหนึ่งท่านบอกว่า นี่ถ้ามีโจรมาโขมยของจากบ้านเรา แล้วเรารู้ว่าใครเป็นโจร เราไปจ้้างเพื่อนบ้าน จ้างใครต่อใครคนละ สามพันบาท มาจับโจร เราผิดหรือป่าว

อืม อันนี้เป็นเรื่องน่าคิดอย่างยิ่งนะ ถ้าเรามาองที่ผลก็โอเค จับโจรได้ แต่ถ้าเรามองทีวิธีการนี่สิ เฮ้ย นี่มันศาลเตี้ยชัดๆ นี่มันคือความคิดของพวกเจ้าพ่อที่มีอิทธิพลควบคุมนักเลงหัวไม้นี่หว่า

ไม่น่าแปลกอะไรที่คนข้างถนนหรือพวกไร้การศึกษาจะคิดแบบนี้นะ แต่นี่คือความคิดของบุคคลที่อยู่ในสถานะที่สูงส่งในสังคมทีเดียว

ผมรู้สึกผิดหวังอย่างแรงทีเดียว

รู้สึกว่าบรรทัดฐานของสังคมตกลงอีกแล้ว

เจอกลอนถูกใจ

เมื่อคราวที่แล้วได้เขียนเกี่ยวกับบทกลอนที่ชื่อว่า "ฉันจึงมาหาความหมาย" หรือ "เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน"

วันนี้เข้าไปอ่านใน www.biolawcom.de อ่านไปเจอกลอนถูกใจในเรื่อง กระดาษ vs เนื้อหา ของ วิทยากง เชิงกราน (เอาเป็นว่าให้ผู้แต่บทกลอนนี้ เป็นชื่อนี้ก็แล้วกันนะ)

ฉันยังเยาว์ ฉันยังเขลา ฉันยังทึ่ง
ฉันจึงไม่ได้ มาหาความหมาย
ฉันไม่หวังเก็บอะไร ไปมากมาย
สุดท้าย ขอกระดาษฉันแผ่นเดียว
วิทยากง เชิงกราน :P

อ่านจบแล้วก็เหมือนจะฮาดีนะ

แต่คิดไป บางทีข้อความตามบทกลอนนี้อาจเป็นความคิดที่อยู่ในหัวของใครหลายๆ คนเลยนะ ขนาด ป.โท ยังมีเลย 555

ฉันจึงมาหาความหมาย : วิทยากร เชียงกูล

บังเอินผ่านเข้าไปเปิดอ่านบทกลอนที่อยู่ในเว็ปหนึ่ง อ่านตั้งแต่บรรทัดแรกจนจบบรรทัดสุดท้าย
อ่านจบแล้วรู้สึกว่าเหมือนวันเวลา และความคิดเก่าๆ ในสมัยตอนอยู่ปีหนึ่ง เพิ่งจะเข้ามาอยู่ในมหาวิทยาลัยใหม่ๆ กลับมาอีกครั้งหนึ่ง เพราะบทกลอนนี้เคยเป็นบทกลอนที่ทำให้รู้สึกประทับใจในความคิด และความหมายอะไรหลายๆ อย่างในส่ิงที่สื่อออกมาจากบทกลอน และความหมายจากบทกลอนนี้ยังเป็นเป็นแรงขับเคลื่อนเล็กๆ อยู่ในใจตลอดตอนที่ยังเรียนอยู่

ดอกหาง นกยูง สีแดงฉาน
บานอยู่เต็มฟากสวรรค์
คนเดินผ่าน ไปมากัน
เขาด้นดั้น หาสิ่งใด

ปัญญา มีขาย ที่นี่หรือ
จะแย่งซื้อ ได้ที่ไหน
อย่างที่โก้ หรูหรา ราคาเท่าใด
จะให้พ่อ ขายนา มาแลกเอา

ฉันมา ฉันเห็น ฉันแพ้
ยินแต่ เสียงด่า ว่าโง่เง่า
เพลงที่นี่ ไม่หวาน เหมือนบ้านเรา
ใครไม่เข้า ถึงพอ เขาเยาะเย้ย

นี่จะให้ อะไร กันบ้างไหม
มหาวิทยาลัย ใหญ่โตเหวย
แม้นท่าน มิอาจให้ อะไรเลย
วานนิ่งเฉย อย่าบ่น อย่าโวยวาย

ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึง มาหา ความหมาย
ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย
สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว

มืดจริงหนอ สถาบัน อันกว้างขวาง
ปล่อยฉัน อ้างว้าง ขับเคี่ยว
เดินหา ซื้อปัญญา จนหน้าเซียว
เทียวมา เทียวไป ไม่รู้วัน

ดอกหาง นกยูง สีแดงฉาน
บานอยู่เต็ม ฟากสวรรค์
เกินพอ ให้เจ้า แบ่งปัน
จงเก็บกัน อย่าเดิน ผ่านเลยไป

สังคมทราม ?

หนึ่งเดือนมานี้ เป็นช่วงที่เรียกว่าปิดตัวเองอย่างเต็มที่

ไม่ค่อยได้่ดูข่าว

ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือพิมพ์

ไม่ได้ติดตามเนื้อหาสาระหรือความเป็นไปในสังคมเลย

อาจเป็นเพราะรู้สึกว่าช่วงนี้ความเป็นไปในสังคม และบ้านเมืองมันมีแต่เรื่องน่าอึดอัด สำหรับคนมีความรู้สึกอ่อนไหวต่อเรื่องรอบข้างอย่างตัวเราเองนั้น วิธีการป้องกันตัวเองจากความไม่สบายใจที่ดีที่สุดคือ ก่อกำแพง ล้อมตัวเองซะเลย ปิดตัวเองจากเรื่องรอบข้าง และเรื่องต่างๆ จากสังคม

จึงอาจพูดได้ว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ อาจกลายเป็นคนหลุดโลกเลยก็ว่าได้ ไม่ทันเหตุการณ์ ไม่ทันต่อยุคสมัย แต่ว่าส่ิงที่ได้กลับมาก็นับว่าคุ้มค่าอย่างน่าพอใจ ก็คือ สมาธิในการทำงาน และความสบายใจ

วันนี้เป็นวันที่สามารถผลักดันงานของตัวเองมายังจุดหมายที่คิดไว้ว่ามันควรจะมาถึง ทำให้รู้สึกโล่งใจในระดับที่เรียกว่าเกือบจะเบาหวิวเลยทีเดียว

ว่างๆ ก็เลยลองเปิดข่าวลองอ่านผ่านๆ ดู ไม่ได้ตั้งใจจะอ่านข่าวอะไรจริงจัง

ที่ก็อดไม่ได้กับข่าวนี้ "แนน" น้ำตานองรับลวงโลก! กุเรื่องท้อง - คลอด ขายหนังสือ

อ่านแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ

คงไม่คิดที่จะวิจารณ์ หรือพูดต่ออะไรทั้งนั้น เพราะการวิจารณ์ หรือการพยายามจะออกความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็จะเป็นการนำเรื่องนี้มาอยู่ในความคิดของเรามาขึ้นเท่านั้น

ปล่อยให้มันผ่านพ้นไปดีกว่า

แต่ในส่วนหนึ่งมันก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าตอนนี้บ้านเมืองเรามันเกิดอะไรขึ้นแล้วหว่า

มันวิปริตผิดเพี้ยน กลับตารปัตไปหมดแล้ว เมื่อก่อนเราเอาแต่เรื่องดีๆ ยกขึ้นมาพูดกัน และเรื่องที่ไม่ดีมักจะเก็บหรือซ่อนกันเอาไว้ แต่สมัยนี้ยุดนี้ ทุกคนพร้อมจะพูดแต่เรื่องแย่ๆ ของคนอื่น กล่าวว่าคนอื่นอย่างไม่อายปาก

และน่าแปลกคือ คนในสังคมกลับตอนรับพฤติกรรมเช่นนี้อีกต่างๆ หาก

สำหรับปี 50 นี้อยากให้มันผ่านไปเร็วๆ เหลือเกิน เพราะใจนึงก็ยังหวังว่า ปีหน้าฟ้าไม่อะไรๆ ก็คงดีกว่านี้นะ

บันทึกเรื่องแย่ๆที่พอจำได้ในปี 2550

ปี 50 -- เป็นปีที่เราออกจากงาน

ปี 50 -- เป็นปีแห่งการแฉ และคงต้องตีความคำว่าแฉ ใหม่ว่า การให้ร้ายคนอื่น ไม่ว่าจะในทางจริงหรือเท็จ โดยที่ผู้แฉ มักได้ประโยชน์เสมอ

ปี 50 -- เป็นปีที่ทุกคนชอบฟังการแฉ แม้ว่าไม่ได้ประโยชน์ใดๆ จากมัน ก็ยังชอบอยู่

ปี 50 -- เป็นปีที่คนที่เคยถูกมองว่าคุณธรรมสูงส่งในสังคม ถูกตั้งคำถามเรื่องความดี และซื่อสัตย์ (ดูเหมือนท่านจะเป็นคนทำให้มันคลุมเครือเองด้วย เพราะท่านไม่แมนเหมือนเดิมเลย 555 ผมเคยรักท่านนะ อยากให้ท่านกลับมาแมนๆ เหมือนตอนแรกๆ หน่ะ)

ปี 50 -- เป็นปีที่เราตั้งคำถามว่ากับตัวเองว่าตกลงมาตรฐานความดีตอนนี้มันอยู่ตรงไหน เพราะว่าตอนนี้ทุกคนชอบฟังแต่เรื่องเลวๆ (ของเรื่องชาวบ้านนะ)

ปี 50 -- เป็นปีที่มีคนหัวโล้นๆ มาชุมนุมกันเพื่อเรียกร้องเรื่องอะไรหว่า ให้เป็นเรื่องประจำชาตินะไม่ค่อยอยากจำ แต่กลับมีพวกหัวโล้นๆ อีกกลุ่มหนึ่ง หรืออาจจะเป็นกลุ่มเดียวกัน พร้อมจะหากินกับหัวโล้นๆ ของตัวเองจะพร้อมจะทำเสื่อมๆ ตลอดเวลา ดังนั้นในความเห็นของผมคือ การกระทำของบุคคลหัวโล้นพวกแล้ว จึงเป็นเรื่องน่าขำขันยิ่ง

เอาเหอะพอดีกว่า นี่อ่านข่าวแค่ข่าวเดียวนะเนี่ย ยังเป็นไปได้ขนาดนี้

Syndicate content